เรื่องของผม
10 ปีที่ติดอยู่ 1 สาขา กับ 2 ปีที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ผมทำธุรกิจมาเกิน 10 ปี และตลอด 10 ปีนั้น เรามีอยู่ สาขาเดียว
ไม่ใช่เพราะไม่อยากโต ผมอยากโตทุกปี ทุกต้นปีผมตั้งเป้าใหม่ ลองเครื่องมือใหม่ ลองวิธีใหม่ ทีมทำงานหนักขึ้นทุกปี แต่พอสิ้นปี เราก็ยังอยู่ที่เดิม สาขาเดิม ปัญหาเดิม
ช่วงนั้นผมเชื่อว่าสิ่งที่ขาดคือเครื่องมือที่ดีกว่า ถ้าได้ระบบที่ดีกว่า ได้คนเก่งกว่า ได้เทคโนโลยีใหม่กว่า เดี๋ยวก็โตเอง พอ AI มา ผมก็เกือบคิดแบบเดียวกันอีกรอบ
แล้ววันหนึ่งผมก็ยอมรับกับตัวเองว่า ปัญหาไม่เคยอยู่ที่เครื่องมือ ปัญหาอยู่ที่ผมไม่เคยหยุดถามว่า "เรากำลังแก้เรื่องที่ถูกอยู่หรือเปล่า"
ผมเลิกไล่หาเครื่องมือ แล้วเริ่มใช้ระบบคิดง่าย ๆ กับทุกการตัดสินใจ: ดูให้เห็นก่อนว่าอะไรเปลืองจริง คิดให้ออกว่าต้นเหตุคืออะไร สร้างทางแก้ที่เล็กที่สุดที่ลองได้ แล้วพิสูจน์ด้วยตัวเลขก่อนจะลงเงินก้อนใหญ่ ทำแบบนี้ทุกเรื่อง ทั้งทีม
ผลที่ตามมาเร็วกว่าที่ผมคาดไว้มาก
10 ปีแรก1 สาขาทำงานหนักขึ้นทุกปี ลองทุกเครื่องมือ แต่ธุรกิจไม่ขยับ
→
2 ปีหลังเปลี่ยนวิธีคิด4 สาขามูลค่าบริษัทมากกว่า 100 ล้านบาท ด้วยทีมที่ตัดสินใจจากปัญหาจริง
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่เครื่องมือ และไม่ใช่โชค สิ่งที่เปลี่ยนคือ ลำดับการคิด ที่ทุกคนในทีมใช้ร่วมกัน
พอบริษัทโตขึ้น ผมเจอปัญหาใหม่: ระบบคิดนี้อยู่ในหัวผม ทุกครั้งที่เปิดสาขาใหม่ ผมต้องนั่งสอนเองทีละคน ผมเลยเอามันออกมาจากหัว ทำเป็นสำรับการ์ดคำถามที่เรียงตามลำดับการคิด, ห้องเล่นที่ทุกคนตอบพร้อมกันโดยยังไม่เห็นคำตอบคนอื่น, การโหวตที่ไม่ขึ้นกับตำแหน่ง, และแผนทดลองที่บังคับให้เขียนก่อนว่า "อะไรจะทำให้เรารู้ว่าเราคิดผิด"
ทั้งหมดนั้นคือ ANTA และ workshop นี้คือวิธีที่เร็วที่สุดที่จะให้ทีมของคุณได้ใช้ระบบเดียวกับที่พาบริษัทผมออกจากจุดเดิม กับปัญหาจริงของคุณเอง
ทำไมที่ผ่านมาไม่เวิร์ก
3 ความเชื่อที่ทำให้งบ AI หายไปเงียบ ๆ
ความเชื่อ #1 · เรื่องวิธี
"สอนทีมเขียน prompt ให้เก่ง เดี๋ยวก็ใช้เป็นเอง"
ความจริง: prompt ที่ดีที่สุดก็ช่วยไม่ได้ ถ้าโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น
การอบรม prompt ทำให้ได้คำตอบเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยเลือกว่าจะถามอะไร ทีมที่ได้ผลจริงคือทีมที่ใช้เวลาครึ่งแรกไปกับการหาว่างานไหนคุ้มที่จะเปลี่ยน ใน workshop นี้เราจึงใช้เวลากับ SEE และ THINK มากกว่า BUILD โดยตั้งใจ
ความเชื่อ #2 · เรื่องคน
"ทีมเราไม่ใช่สายเทค คงไม่เหมาะกับเรื่อง AI"
ความจริง: คนที่รู้ว่างานไหนเปลืองที่สุด คือคนหน้างาน ไม่ใช่ฝ่าย IT
ทุกขั้นใน workshop เป็นการตอบคำถามจากประสบการณ์ทำงานของตัวเอง ไม่มีโค้ด ไม่มีศัพท์เทคนิค การ์ดมีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และทุกคนตอบพร้อมกันโดยยังไม่เห็นคำตอบคนอื่น คนที่เงียบในห้องประชุมจึงได้พูดเท่ากับคนที่เสียงดัง
ความเชื่อ #3 · เรื่องสภาพแวดล้อม
"ผู้บริหารไม่อนุมัติหรอก ถ้ายังพิสูจน์ ROI ไม่ได้"
ความจริง: ผู้บริหารไม่ได้ต้องการ ROI ล่วงหน้า เขาต้องการรู้ว่าถ้าไม่เวิร์ก จะเสียแค่ไหนและจะรู้ตัวเมื่อไร
แผนทดลองจากขั้น PROVE ตอบคำถามนั้นตรง ๆ: ทดลอง 14 วัน วัดด้วยตัวเลขอะไร ใครเป็นเจ้าของ และถ้าเห็นอะไรจะหยุด การขออนุมัติจึงเปลี่ยนจาก "เชื่อเราเถอะ" เป็น "ขอลองเล็ก ๆ แล้วมารายงาน"